ความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็ค หรือเช็คเด้ง

          ปัจจุบันการออกเช็คหรือการสั่งจ่ายเช็คเป็นที่นิยมในบริษัทหรือกิจการร้านค้าต่างๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะความสะดวกในเรื่องของการพกพา สะดวกในเรื่องของชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างต่างๆ ที่ไม่พกเงินสดเป็นจำนวนมากให้ลำบากหรือให้เป็นที่ล่อตาล่อใจพวกโจร

          การจ่ายเช็คนั้นถึงแม้จะสะดวกและปลอดภัย แต่มันก็มีความเสี่ยงในตัวของมันเอง เหตุก็เพราะว่า การจ่ายเช็คนั้นไม่เหมือนกับการจ่ายด้วยตัวเงินจริงๆ คือเมื่อมีการจ่ายเช็คออกไปแล้ว ผู้ได้รับเช็คก็จะต้องเอาเช็คนั้นไปขึ้นเงินกับธนาคารเพื่อเปลี่ยนเป็นตัวเงินอีกครั้ง ต่างกับการจ่ายเงินจริงๆ ที่เมื่อจ่ายเงินไปแล้วก็ถือว่าได้มีการชำระหนี้เสร็จไปเลยทันที

          ดังนั้นการใช้เช็คจึงมีช่องว่างที่เปิดทางให้มีพวกที่ไม่หวังดี หรือผู้ที่ไม่สุจริตใจใช้ช่องว่างนั้นนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่นออกเช็คเพื่อซื้อสินค้าโดยที่เช็คที่ออกมานั้นไม่สามารถขึ้นเงินได้ เนื่องจากเงินในบัญชีไม่มีหรือมีไม่พอ กว่าที่ผู้ขายจะรู้ผู้ออกเช็คก็ไปไหนต่อไหนแล้ว หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า เช็คเด้ง นั้นแหละครับ  ดังนั้นในเรื่องการออกเช็คหรือการจ่ายเช็คนี้จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จึงได้มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้เช็ค ป้องกันไม่ให้มีการทุจริตในการออกใช้เช็คหรือสั่งจ่ายเช็คให้แก่กัน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534

          ใครที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่ต่อกันจริงๆ โดยหนี้ดังกล่าวนั้นสามารถที่จะฟ้องร้องหรือบังคับคดีได้ตามกฎหมาย แล้วผู้ออกเช็คได้มีพฤติการณ์ไม่สุจริต หรือได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ

          1. ผู้ออกเช็คมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คที่สั่งจ่ายนั้น เช่น ออกเช็คโดยตั้งใจกรอกรายการในแบบพิมพ์เช็คไม่ถูกต้อง เพื่อให้ธนาคารปฏิเสธไม่ยอมจ่ายเงินตามเช็คนั้น, ออกเช็คโดยตั้งใจลงลายมือชื่อไม่ให้เหมือนกับตัวอย่างที่ไว้กับธนาคาร, ออกเช็คโดยใช้เช็คของคนอื่น เป็นต้น ผู้ออกเช็คจะมีความผิด
          2. ในขณะที่ออกเช็คนั้น ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีพอที่จะใช้เงินตามเช็คที่ได้ออกนั้นได้ ซึ่งในขณะออกเช็คในที่นี้หมายถึง วันที่ที่ได้ลงไว้ในเช็คเพื่อให้ไปขึ้นเงินกับธนาคารนั่นเอง โดยหากมีการเอาเช็คไปขึ้นเงินตามวันเวลาที่กำหนดในเช็คแล้ว ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธที่จะจ่ายเงินตามเช็ค ด้วยเหตุเงินในบัญชีของผู้ออกเช็คไม่มีหรือไม่พอจ่าย ผู้ออกเช็คก็จะมีความผิดตามกฎหมายนี้ทันที
          3. ออกเช็คให้มีการจ่ายเงินมากกว่าจำนวนเงินที่มีเหลืออยู่ในบัญชี โดยในวันขึ้นเช็คมีเงินในบัญชีของผู้ออกเช็คน้อยกว่าจำนวนเงินที่ระบุเอาไว้ในเช็ค ไม่เพียงพอที่จะจ่ายเงินตามเช็คที่ออกมาได้ ผู้ออกเช็คก็จะมีความผิดตามกฎหมายนี้
          4. ผู้ออกเช็คถอนเงินทั้งหมดหรือถอนเงินออกไปบางส่วน จากบัญชีของตัวเอง จนจำนวนเงินเหลือไม่พอที่จะจ่ายเงินตามเช็คที่ออกมาได้ การถอนเงินในข้อนี้ เป็นการถอนเงินออกมาในวันที่ได้ระบุเอาไว้ในเช็คนั้น เช่น สั่งจ่ายเช็คให้ใช้เงินจำนวน 2 แสนบาท ในวันที่ 16 กันยายน 2556 แต่พอถึงวันดังกล่าว ผู้ออกเช็คก็ได้ไปถอนเงินออกมาจากบัญชีก่อนที่ผู้รับเช็คจะนำเช็คไปยื่นต่อธนาคาร ผู้ออกเช็คมีความผิดตามกฎหมายนี้
          5. ผู้ออกเช็คห้ามธนาคารไม่ให้จ่ายเงินตามเช็คนั้น โดยมีเจตนาทุจริต ในขณะที่เงินในบัญชีของผู้ออกเช็คเพียงพอที่จะจ่ายเงินตามเช็คที่ออกนั้นได้ ซึ่งในกรณีนี้จะพิจารณาถึงเหตุผลของผู้ออกเช็คที่ได้ห้ามธนาคารไม่ให้จ่ายเงินตามเช็คที่ออกนั้น หากไม่มีเหตุผลเพียงพอก็จะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ได้

โทษของการทำความผิดข้อใดข้อหนึ่งตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้ออกเช็คจะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเลยนะครับท่าน