ความผิดอาญา ที่สามีภริยาทำความผิดต่อกัน
          คดีความผิดทางอาญาที่สามีภริยาได้ทำความผิดขึ้นระหว่างกันนั้น ผู้ที่ทำความผิดไม่ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย  โดยคดีอาญาที่สามีภริยาได้ทำต่อกันแล้วกฎหมายได้ยกเว้นโทษเอาไว้ คือ คดีความผิดอาญาฐานลักทรัพย์, วิ่งราวทรัพย์, ฉ้อโกง, โกงเจ้าหนี้, ยักยอก, รับของโจร, ทำให้เสียทรัพย์ และคดีบุกรุก ส่วนคดีอาญาอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมานี้ แม้ว่าสามีภริยาจะได้กระทำต่อกันก็ตาม ผู้ที่ทำความผิดก็จะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้

ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น

          “จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 แต่จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของผู้เสียหาย จึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรกให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ไป”

          “จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก มาตรา 336 ทวิ แม้ศาลชั้นต้นจะระบุว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่ตามมาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดดังกล่าว”

          การเป็นสามีภริยาที่จะได้รับการยกเว้นโทษ กรณีที่ได้ทำความผิดอาญาต่อกัน นั้น จะต้องเป็นสามีภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งก็คือ สามีภริยาที่ได้จดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น ดังนั้นชายหญิงที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย จะไม่ได้รับข้อยกเว้นในกรณีนี้

           คดีความผิดทางอาญาตามฐานความผิดข้างต้น หากเป็นการทำความผิดที่ได้ทำต่อกันระหว่างพ่อแม่กับลูก หรือลูกกับพ่อแม่ หรือเป็นการทำความผิดต่อกันระหว่างพี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน หากคดีที่เกิดขึ้นนั้น เป็นคดีความผิดในฐานที่ไม่สามารถยอมความกันได้ กฎหมายก็ได้กำหนดยกเว้นไว้ โดยให้ถือว่า เป็นคดีในฐานความผิดที่สามารถยอมความกันได้ตามกฎหมาย

ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น

          “ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 นั้น  หากน้องกระทำต่อพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกัน  ก็เป็นความผิดอันยอมความได้  เมื่อพี่ถอนคำร้องทุกข์  คดีก็ย่อมระงับไป”

          ในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกนั้น กฎหมายได้ถือเอาความสัมพันธ์ตามความเป็นจริงทางสายเลือดเท่านั้น ดังนั้นหากได้มีการทำความผิดทางอาญาต่อกันในฐานความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ ระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม ผู้ทำผิดก็จะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด

ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น

          “คำว่าสืบสันดานตามพจนานุกรมหมายความว่าสืบเชื้อสายมาโดยตรง และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1586, 1587,1627 แสดงว่า บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะแตกต่างกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม  และผู้รับบุตรบุญธรรมก็มีฐานะต่างกับบุพการีโดยตรงของบุตรบุญธรรมอยู่หลายประการ  มาตรา 1586,1627 เป็นบทบัญญัติพิเศษให้สิทธิบางประการแก่บุตรบุญธรรมในทางแพ่งเกี่ยวกับสัมพันธ์ทางครอบครัวและมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมเท่านั้น ต้องใช้โดยเคร่งครัด  เฉพาะการตีความถ้อยคำในประมวลกฎหมายอาญาก็ต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงหาชอบที่จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวมาใช้ตีความคำว่าผู้สืบสันดาน ตามมาตรา 71 วรรคสอง ไม่  บุตรบุญธรรมจึงไม่ใช่ผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการีตามมาตรา 71 จึงยอมความไม่ได้”

****************************************************************************** 
ประมวลกฎหมายอาญา
          มาตรา 71  ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 334 ถึงมาตรา 336 วรรคแรก และมาตรา 341 ถึงมาตรา 364 นั้น ถ้าเป็นการกระทำที่สามีกระทำต่อภริยา หรือภริยากระทำต่อสามี ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ

          ความผิดดังระบุมานี้ ถ้าเป็นการกระทำที่ผู้บุพการีกระทำต่อผู้สืบสันดาน ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี หรือพี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกัน แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ และนอกจากนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
กลับหน้าหลัก
กลับหน้าหลักบทความ