การพยายามทำความผิด
          การทำความผิดในแต่ละครั้ง ผู้ทำความผิดจะต้องได้ทำอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ถือว่าเป็นพฤติการณ์ในการทำความผิด เช่น การหยิบเอาทรัพย์สินไป, กระชากเอาสร้อยคอ, ยกเล็งปืนแล้วเหนี่ยวไก เป็นต้น ฉะนั้นความผิดพลาดในการทำความผิดในแต่ละครั้งจึงสามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน    

          การที่ได้ลงมือทำความผิดไปแล้ว แต่ว่าเกิดความผิดพลาดอะไรบางอย่าง ทำให้ต้องยกเลิกการทำความผิดกลางคัน หรือทำไปตลอดแล้วแต่ผลจากการทำไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจเอาไว้ ซึ่งตามกฎหมายจะถือว่าเป็นการทำความผิดที่ยังไม่สำเร็จ แต่ว่าการที่ผู้ทำความผิดได้ดำเนินการไปแล้ว ในส่วนนี้ก็ถือได้ว่า ผู้ทำความผิดได้
“พยายามทำความผิด” ไปแล้ว เพียงแต่ไม่สำเร็จ

          การพยามทำความผิดนั้น ถือว่าเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการทำความผิด ดังนั้นจึงควรที่จะมีบทลงโทษผู้ที่พยายามทำความผิดเอาไว้ด้วย เพื่อที่จะได้เป็นการป้องปรามไม่ให้มีใครทำความผิด โดยกฎหมายจึงวางหลักให้การพยายามทำความผิด แม้จะทำไม่สำเร็จจะต้องได้รับโทษด้วย ตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า
“ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด”

          ส่วนโทษของผู้ที่พยายามทำความผิดจะได้รับนั้น กฎหมายได้กำหนดอัตราโทษเอาไว้ว่า ให้ผู้ที่พยายามทำความผิดนั้นต้องได้รับโทษ
สองในสาม ของโทษที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ ในเรื่องความผิดที่ได้ทำนั้นๆ 

ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น

          “จุดด่านตรวจที่จับกุมจำเลยได้ อยู่ห่างจากเรือนจำประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นจุดตรวจค้นพบของกลางเท่านั้น ยังไม่ใช่จุดปฏิบัติการบังคับเครื่องบินซึ่งจำเลยเคยมาทดสอบการใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บังคับด้วยวิทยุมาแล้ว ฉะนั้น เมื่อจำเลยจะปฏิบัติการบังคับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เข้าเรือนจำ จึงอยู่ใกล้เรือนจำซึ่งสามารถกระทำได้ การกระทำของจำเลยถือว่าได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามนำโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำ”

          “จำเลยที่ 1 ใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายกอดรัดอยู่กับจำเลยที่ 2 แม้กระสุนปืนจะเฉี่ยวศีรษะของผู้เสียหายไป เป็นเหตุให้มีเพียงบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บเท่านั้นก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นการยิงโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และจำเลยได้กระทำไปตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานพยายามฆ่าแล้ว”

          “อาวุธปืนของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงรถเป็นเพียงอาวุธปืนแก๊ปยาวประจุปาก เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ยิงในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถสวนมา หากอาวุธปืนของกลางมีอานุภาพร้ายแรงจริง น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงมาก แต่จากรายงานการตรวจพิสูจน์สภาพรถบรรทุก ปรากฏความเสียหายเพียงมีร่องรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืน 8 รอย รอยยุบแต่ละรอยดังกล่าวไม่ลึกมาก คงมีแต่ครอบพลาสติกของกรอบกระจกหน้าข้างขวาด้านในเพียงแห่งเดียวที่มีรูทะลุค่อนข้างลึก และมีกระจกบังลมหน้ารถแตกจากกระสุนปืน ส่วนบุคคลที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้รับอันตรายจากกระสุนปืนเลย แสดงว่าอาวุธปืนของกลางไม่มีอานุภาพร้ายแรงนัก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด”

***************************************************************************
ประมวลกฎหมายอาญา
          มาตรา 80  ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
กลับหน้าหลัก
กลับหน้าหลักบทความ