ทำความผิดขณะไม่รู้ผิดชอบ เป็นโรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่ต้องรับโทษ
          คนเราตามปกติ จะมีความรู้สึกนึกคิด รู้อะไรถูกอะไรผิด สามารถที่จะตัดสินใจได้เองที่จะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้ ฉะนั้นเมื่อคนปกติไปทำความผิดอะไรบางอย่างขึ้นมา ก็ย่อมจะหมายความว่า ผู้ทำมีเจตนาที่จะทำผิด ดังนั้นจึงจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

          แต่กรณีหากคนที่ทำความผิด เป็นคนที่มีสภาพไม่ปกติทางด้านสมอง จิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ทำให้บุคคลนั้นไม่สามารถรับรู้ในเรื่องของถูกผิดตามธรรมดาได้ ไม่สามารถบังคับตัวเอง หรือตัดสินใจอะไรได้ บุคคลแบบนี้เมื่อได้ไปทำความผิดอะไรขึ้นมา เราก็ย่อมจะวินิจฉัยได้ว่า บุคคลที่ทำความผิดนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำความผิดจริงๆ แต่เป็นเพราะสภาพที่ไม่ปกติ ทำให้บุคคลนั้นทำความผิดไปโดยไม่รู้ตัว หรือไม่สามารถบังคับควบคุมตัวเองได้ ฉะนั้นเมื่อบุคคลสภาพแบบนี้เกิดไปทำผิดกฎหมายอะไรขึ้นมา ก็ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งตรงนี้เป็นไปตามกฎหมายที่บอกว่า
“ผู้ใดกระทำความผิด ในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น” 

ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น

          “จำเลยปัญญาอ่อนถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้หวงห้ามนั้นผิดกฎหมาย กรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนาตามมาตรา 59”

          กรณีหากผู้ที่ทำความผิดนั้น มีสภาพจิตบกพร่องในลักษณะที่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถที่ควบคุมหรือบังคับตัวเองได้บ้าง หากบุคคลแบบนี้ได้ไปทำความผิดอะไรขึ้นมา ก็จะต้องได้รับโทษตามกฎหมายอยู่ แต่โทษที่ได้รับอาจจะน้อยกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ ทั้งนี้โดยศาลจะเป็นคนตัดสิน

ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้น

          “จำเลยป่วยด้วยโรคซึมเศร้าเกิดความเครียดในการประกอบอาชีพและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าจนมีความกร้าวร้าวสะสมมากขึ้น เมื่อพบโจทก์ร่วมกำลังขับเรือเร่ขายสินค้าเช่นเดียวกับจำเลยจึงกระตุ้นจิตใจให้มีความกร้าวร้าวยิ่งขึ้นจนทำร้ายโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง แต่จำเลยยังขับเรือหลบหนีกลับบ้านได้ แสดงว่าสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือสามารถบังคับตนเองได้บ้างต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง”

          “จำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดรุนแรงพอที่จะต้องทำร้ายกัน เมื่อฟังประกอบคำเบิกความของพี่สาวจำเลยที่ว่า จำเลยต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยา 2 เดือนต่อครั้ง หากจำเลยไม่ได้รับประทานยาจะมีอาการคลุ้มคลั่ง การที่จำเลยคิดว่าผู้เสียหายลักรองเท้าจำเลยไป จึงเป็นเหตุโกรธแค้น นับว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้ แล้วแสดงออกด้วยการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ซึ่งกระทำไปเพราะความเป็นโรคจิตเภท แต่การที่จำเลยเชื่อฟังและมีอาการสงบลงเมื่อมารดาและพี่สาวจำเลยเข้าห้ามปราม แสดงว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง จำเลยจึงต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดนั้น ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”

***************************************************************************
ประมวลกฎหมายอาญา
          มาตรา 65  ผู้ใดกระทำความผิด ในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น

          แต่ถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลักบทความ