การรบกวนขัดสิทธิ เกิดเป็นคดีขึ้น ระหว่างผู้ซื้อกับคนอื่น
          เมื่อเกิดปัญหาข้อพิพาท เป็นคดีฟ้องร้องกันขึ้น ระหว่างผู้ซื้อกับบุคคลภายนอก ซึ่งเมื่อเป็นคดีกัน ผู้ซื้ออาจจะไม่ทราบถึงข้อเท็จจริง หรือไม่มีพยานหลักฐานที่จะใช้ต่อสู้คดี เพื่อปฏิเสธสิทธิของบุคคลภายนอกได้ ดังนั้นกฎหมายจึงได้กำหนดให้สิทธิผู้ซื้อ สามารถเรียกผู้ขายเข้ามาในคดี เพื่อเป็นจำเลยร่วม หรือโจทก์ร่วมกับผู้ซื้อได้  เพื่อให้ศาลตัดสินคดีข้อพิพาท ระหว่างคู่กรณีที่เกี่ยวข้องกันทั้งได้ ในคดีเดียวกัน

          การเรียกผู้ขายเข้ามาเป็นโจทก์ หรือจำเลยร่วมกับผู้ซื้อนี้ กฎหมายไม่ได้บังคับว่า ผู้ซื้อจะต้องเรียกผู้ขายเข้ามาในคดี ผู้ซื้อจะฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีเองไปตามลำพังก็ได้ แต่ภายหลัง หากผู้ซื้อแพ้คดี ผู้ซื้อก็อาจจะหมดสิทธิในการไปไล่เบี้ยเรียกเอาเงินคืนจากผู้ขายได้

          กรณีเป็นคดีขึ้นมาสู่ศาล แม้ว่าผู้ซื้อจะไม่ได้เรียกผู้ขายเข้ามาในคดีก็ตาม แต่หากผู้ขายเห็นว่า ตัวเองสมควรที่จะเข้าไปเป็นคู่ความในคดีด้วย กรณีนี้ ผู้ขายสามารถร้องสอดเข้าไปเป็นคู่ความในคดีในศาลได้ 

                                                     **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 477  เมื่อใดการรบกวนขัดสิทธินั้นเกิดเป็นคดีขึ้นระหว่างผู้ซื้อกับบุคคลภายนอก ผู้ซื้อชอบที่จะขอให้ศาลเรียกผู้ขายเข้าเป็นจำเลยร่วมหรือเป็นโจทก์ร่วมกับผู้ซื้อในคดีนั้นได้ เพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน


          มาตรา 478  ถ้าผู้ขายเห็นเป็นการสมควร จะสอดเข้าไปในคดีเพื่อปฏิเสธการเรียกร้องของบุคคลภายนอก ก็ชอบที่จะทำได้ด้วย

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18830/2557
          การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่ได้ เนื่องจากจำเลยจ้างคนงานมาสร้างรั้วลวดหนามในที่ดินพิพาทปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์สู่ทางสาธารณะนั้น ย่อมเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลย โดยยื่นคำฟ้องพร้อมกับคำร้องขอให้เรียกผู้ให้เช่า คือการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาร่วมเป็นโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะเรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8705/2547
          แม้โจทก์กับจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ร่วมเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทไม่ได้ เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ร่วมและสัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงก่อนหน้านี้ไม่ยอมออกไปจากที่พิพาทนั้นย่อมเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยโดยการยื่นคำฟ้องพร้อมกับขอให้ศาลเรียกผู้ให้เช่าคือโจทก์ร่วมเข้ามาร่วมเป็นโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 และ 549 ซึ่งโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) เมื่อโจทก์ร่วมยินยอมเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามที่โจทก์มีคำขอแล้ว ก็ย่อมมีผลทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องจำเลย
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลักบทความ