ซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ราคาสองหมื่นบาท
          ในสัญญาซื้อขายทรัพย์สินทั่วไป หรือทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ โดยมีจำนวนเงินตามสัญญาซื้อขาย เป็นจำนวน สองหมื่นบาทขึ้นไปนั้น ตามกฎหมาย กำหนดให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และลงลายมือชื่อของฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือได้มีการวางเงินมัดจำกันไว้ หรือได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว เท่านั้น จึงจะสามารถฟ้องร้อง ให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาได้

          ส่วนการซื้อขายทรัพย์สินทั่วไป หรือสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น หากมีจำนวนเงินในสัญญาไม่ถึง สองหมื่นบาท คู่สัญญาสามารถที่จะฟ้องร้อง เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่ง ปฏิบัติตามสัญญาได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือได้วางเงินมัดจำ หรือได้มีการชำระหนี้บางส่วนก่อน แต่อย่างใด  

                                                    **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรค สาม
          บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7735/2555
          ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม นอกจะบัญญัติให้การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาทหรือกว่านั้นขึ้นไป ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้แล้ว ยังได้บัญญัติอีกว่า “...หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว...” ก็ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เช่นกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการซื้อขายต้นอ้อย โจทก์และจำเลยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหรือมีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยผู้ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญ แต่ในวันที่ตกลงซื้อขายกัน โจทก์ได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์ต้นอ้อยให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าไปตัดต้นอ้อยของโจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาล อันถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายคือส่งมอบต้นอ้อยให้จำเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาต้นอ้อยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลักบทความ