ซื้อขายทรัพย์สิน ไม่ได้กำหนดตัวทรัพย์ไว้แน่นอน กรรมสิทธิ์ไม่โอน
          ทรัพย์สินที่ซื้อขาย หากยังไม่ได้กำหนดเอาไว้แน่นอน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จะยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ จนกว่าจะได้มีการกำหนดทรัพย์สินเอาไว้แน่นอนแล้ว

          ทรัพย์สินที่ซื้อขาย ที่ยังไม่ได้กำหนดเอาไว้แน่นอนนั้น คือ ขณะทำสัญญาซื้อขาย ยังไม่ได้กำหนดให้แน่ชัด ว่าทรัพย์สินใดที่จะทำการซื้อขายกัน ซึ่งอาจจะมีอยู่แล้วในขณะทำสัญญา แต่ยังไม่รู้ว่าชิ้นไหนอันไหน เพราะมีอยู่เยอะ หรืออาจะเป็นทรัพย์สินที่ผู้ขายจะมีในภายหลัง จึงยังไม่รู้ตัวทรัพย์สินที่จะขายอย่างแน่นอน ดังนั้นกรรมสิทธิในทรัพย์สินที่ซื้อขาย จึงยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ จนกว่าจะได้ทำการนับ, หมาย, ชั่ง, ตวง, วัด, คัดเลือกออกมา  ให้แน่นอนก่อน เช่น ซื้อไข่ 5 ฟอง จากถาดไข่ ซึ่งมีอยู่ 30 ฟอง เมื่อคนขายได้หยิบไข่แยกออกจากถาดแล้ว ไข่ 5 ฟองที่หยิบออกมานั้น กรรมสิทธิ์จะโอนไปยังผู้ซื้อทันที

          กรณีซื้อทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ที่ผู้ซื้อผู้ขายรู้อย่างชัดเจน ว่าต้องการซื้อทรัพย์สินชิ้นไหนอันไหน แต่ว่า ไม่รู้ราคาทรัพย์สินที่จะซื้อขายกันนั้น ว่ามีราคาเท่าไหร่ กรณีนี้ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จะซื้อขายกัน ก็ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อโดยทันทีเช่นกัน จนกว่าจะได้ทำการบางอย่าง จนรู้ราคาของทรัพย์ที่จะซื้อขายกันนั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายจึงจะโอนไปยังผู้ซื้อ เช่น ผู้ซื้อเจาะจง ชี้เลือกเอาแตงโมลูกหนึ่งในกอง แต่ผู้ขายยังไม่ทราบราคา เพราะต้องเอาแตงโม ไปขึ้นชั่งกิโล เพื่อทราบน้ำหนักก่อน ซึ่งเมื่อทราบราคา กรรมสิทธิ์ในแตงโม ก็จะเป็นของผู้ซื้อโดยทันที

                                                  **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 460  ในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอนนั้น ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้ว

          ในการซื้อขายทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ถ้าผู้ขายยังจะต้องนับ ชั่ง ตวง วัด หรือทำการอย่างอื่น หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินเพื่อให้รู้กำหนดราคาทรัพย์สินนั้นแน่นอน ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าการหรือสิ่งนั้นได้ทำแล้ว

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5774/2534
          เมื่อกรมสารบรรณทหารได้ซื้อแบตเตอรี่จากโจทก์ และขอฝากแบตเตอรี่ที่ซื้อไว้กับโจทก์ แต่โจทก์ยังมิได้กำหนดแบ่งแยกไว้แน่นอนว่าจะขายแบตเตอรี่หม้อใดให้ แบตเตอรี่จึงยังเป็นของโจทก์เพราะกรรมสิทธิ์ในแบตเตอรี่ยังไม่โอนไปยังกรมสารบรรณทหารผู้ซื้อตามป.พ.พ. มาตรา 460 โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชดใช้แบตเตอรี่ที่เอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว   โจทก์เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงกลาโหม ผู้อำนวยการเป็น ผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ กระทรวงกลาโหมสั่งตั้งกรรมการสอบสวน ข้อเท็จจริง และพิจารณาหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง คณะกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ และได้เสนอความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น จนถึงรัฐมนตรีฯ รัฐมนตรีฯ ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการและ ได้มีการแจ้งให้ผู้อำนวยการโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2526 ถือว่าโจทก์รู้ว่าจำเลยที่ 1 พึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2531
          บริษัท อ. นำน้ำมันเตาจำนวน 12,000 ลิตรที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อไปส่งยังบริษัทโจทก์ร่วมโดยรถบรรทุกน้ำมัน และจะรับรู้หรือรับผิดชอบถ้าหากลวดซีลที่ฝาปิดเปิดอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย แสดงว่าบริษัท อ. ผู้ขายได้หมาย หรือ นับ ชั่ง ตวงวัด หรือคัดเลือกบ่งตัวทรัพย์สินคือน้ำมันเตาที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อไว้แน่นอนเป็นจำนวน 12,000 ลิตร และบรรจุไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว กรรมสิทธิ์ในน้ำมันเตาที่ซื้อขายย่อมโอนไปเป็นของโจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมนำรถบรรทุกน้ำมันไปชั่งน้ำหนักอีกทีหนึ่งเป็นเพียงวิธีการตรวจสอบว่าบริษัท อ.ได้ส่งมอบน้ำมันเตาที่สั่งซื้อให้โจทก์ร่วมครบถ้วนหรือไม่เท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องการกระทำเพื่อให้ทราบราคาที่แน่นอนไม่เมื่อจำเลยลักน้ำมันเตาไป 4,000 ลิตร โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย.
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลักบทความ