ให้ถือว่า ตายพร้อมกัน
          อุบัติเหตุ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ย่อมมีความสูญเสียเกิดขึ้นตามมาด้วยเสมอ ความสูญเสียที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นเรื่องของทรัพย์สินเสียหาย หรือทางร่างกายก็อาจได้รับบาดเจ็บ หรือถึงแก่ความตายไปเลยก็ได้

          ในเหตุการณ์ที่ร้ายแรง ในเหตุการณ์หนึ่ง ๆ อาจจะมีผู้เสียชีวิตคนเดียวหรืออาจจะหลายคนก็เป็นไปได้ ซึ่งในกรณีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วปรากฏว่ามีคนตายหลาย ๆ คนนั้น บางครั้งเราก็ไม่ทราบว่า ใครในเหตุการณ์นั้น ใครเป็นคนตายก่อน ใครเป็นคนตายหลัง ซึ่งกรณีแบบนี้หากไม่รู้อย่างชัดเจนในเหตุการณ์ ก็เป็นการยากที่จะวินิจฉัยได้ ดังนั้นเมื่อไม่มีใครรู้ได้ กฎหมายก็เลยให้ยึดถือเอาว่า หากไม่รู้ว่าใครตายก่อนใครตายหลังในเหตุการณ์เดียวกันนั้น ก็ให้ถือว่าตายพร้อม ๆ กัน

           การะบุตัวว่าใครตายก่อนตายหลังนี้ บางกรณีมีความสำคัญต่อตัวบุคคลที่มีส่วนได้เสีย เช่น การได้มาซึ่งสิทธิบางอย่าง เช่น สิทธิในการรับมรดก เป็นต้น

                                                **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 17
          "ในกรณีบุคคลหลายคนตายในเหตุภยันตรายร่วมกัน ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง ให้ถือว่าตายพร้อมกัน"

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2554
          เจ้ามรดกตลอดจนบุคคลในครอบครัวถูกสามีของเจ้ามรดกใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในเวลาต่อเนื่องกัน ถือเป็นการตายในเหตุภยันตรายร่วมกันและเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง จึงถือว่าทุกคนถึงแก่ความตายพร้อมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 17 ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกจึงไม่ตกไปยังบุตรของเจ้ามรดกซึ่งถือว่าถึงแก่ความตายพร้อมกัน แต่จะตกได้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้าของเจ้ามรดก และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า สามีของเจ้ามรดกเป็นผู้กระทำโดยเจตนาให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจดำเนินคดีแก่สามีของเจ้ามรดกได้เนื่องจากสามีเจ้ามรดกฆ่าตัวตายไปก่อน จึงถือได้ว่าสามีของเจ้ามรดกเป็นบุคคลที่ต้องถูกจำกัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับสามีของเจ้ามรดกจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก และเมื่อผู้ร้องมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้
กลับหน้าแรก
กลับหน้าบทความแพ่ง