บุคคลธรรมดา มีที่อยู่หลายแห่ง
          คนเรา หากมีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง สับเปลี่ยนย้ายไปอยู่ หรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานประจำหลายแห่ง กฎหมายให้เรา ถือเอาที่อยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นภูมิลำเนาของคน ๆ นั้นได้

          เช่น มีบ้านสองหลังอยู่ที่กรุงเทพฯ และจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งบ้านแต่ละหลังเจ้าของบ้านได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปอยู่อาศัยอย่างเสมอกัน หรือเป็นกรณีมีร้านขายสินค้าสองแห่ง เจ้าของร้านขายสินค้าได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปดูแลร้านอย่างเสมอกัน กรณีนี้จึงถือว่า บ้านหรือร้านขายสินค้าทั้งสองแห่ง ต่างเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น ดังนั้นเมื่อต้องการติดต่อไปยังภูมิลำเนา เราสามารถติดต่อไปยังที่อยู่ใดที่อยู่หนึ่งก็ได้

                                                 **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38
         "ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น"

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2550
          พระภิกษุ พ. มีถิ่นที่อยู่ 2 แห่ง คือที่วัดหัวป่าและวัดผู้คัดค้าน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38 ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น จึงต้องถือว่าวัดหัวป่าเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุเพิ่มแห่งหนึ่งด้วย ผู้ร้องในฐานะเป็นพนักงานอัยการย่อมมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2734/2549
          ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานในสำนวนร้องขัดทรัพย์สำนวนแรกว่า มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า สำนวนที่สองว่า มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า และจากแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ว่าผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่  5 ตำบลไสหร้า จึงฟังได้ว่าผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าวทั้งสองแห่ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ ณ บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า ถือว่าได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบแล้ว
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลัก บทความ