สิทธิและหน้าที่ ของนิติบุคคล
          เหตุที่นิติบุคคลมีฐานะเป็นบุคคลอย่างหนึ่ง ตามกฎหมาย ดังนั้นนิติบุคคลจึงมีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งมีสิ่งประกอบของสภาพบุคคล เช่น ชื่อ สัญชาติ ภูมิลำเนา ได้อย่างบุคคลธรรมดา แต่ว่า นิติบุคคล เป็นบุคคลที่ถูกสมมุติขึ้น ไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิตจิตใจอย่างคนเรา ดังนั้นกฎหมายจึงต้องจำกัดสิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคลเอาไว้ ให้อยู่ในขอบเขตตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

          สิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคล ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ตามที่จัดตั้งขึ้น โดยปกติ นิติบุคคลจะระบุเอาไว้ในข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งของนิติบุคคลนั้นเอง ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร กฎหมายก็ให้นิติบุคคลนั้น มีสิทธิและหน้าที่ ที่เกี่ยวกับการที่ระบุเอาไว้เท่านั้น จะทำนอกขอบวัตถุประสงค์ที่กำหนดเอาไว้ไม่ได้

          สิทธิและหน้าที่ ซึ่งตามสภาพจะมีได้แต่เฉพาะบุคคลธรรมดาเท่านั้น ซึ่งเนื่องมาจาก นิติบุคคลเป็นบุคคลที่สมมุติขึ้น จึงไม่มีชีวิตจิตใจเหมือนกับคนเรา ดังนั้นจึงไม่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ ซึ่งตามสภาพจะมีหรือทำได้เฉพาะคนธรรมดาได้ เช่น การแต่งงานสมรส, การรับบุตรบุญธรรม, การรับราชการทหาร, สิทธิในทางการเมือง เป็นต้น

                                                    **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 66  นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง

          มาตรา 67  ภายใต้บังคับมาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4487/2545
           เมื่อโจทก์ได้กระทำการไปภายในวัตถุที่ประสงค์ของโจทก์ตามที่ปรากฏตามหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคล สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินไทยในวันที่มีคำพิพากษาโดยโจทก์มิได้มีคำขอมาจึงเป็นการไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1423/2545
          โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมี ก. เป็นกรรมการเพียงคนเดียวก. จึงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีและแม้ว่าวัตถุประสงค์ของโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินคดีแต่อำนาจในการฟ้องคดีแพ่งย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งโจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้
          โจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่าเอกเทศสัญญา และบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมีรายละเอียดว่าจำเลยมอบแม่พิมพ์ให้โจทก์ผลิตสินค้ากล่องพลาสติกรูปบ้าน รูปหุ่นยนต์ และรูปโทรศัพท์เป็นชุดโจทก์ผลิตสินค้าดังกล่าวให้จำเลยแล้ว และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแม่พิมพ์ให้จำเลย แต่จำเลยไม่ชำระค่าสินค้าและค่าซ่อมแม่พิมพ์ให้โจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าและค่าซ่อมแม่พิมพ์ดังกล่าว ซึ่งจำเลยสามารถเข้าใจคำฟ้องของโจทก์และต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ส่วนจะเข้าลักษณะข้อหาหรือฐานความผิดใดนั้น ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
          แม่พิมพ์ที่จำเลยมอบให้โจทก์ผลิตสินค้ามีสภาพชำรุดบกพร่อง จำเลยยินยอมให้โจทก์นำช่างมาซ่อมได้เสียค่าซ่อมเป็นเงิน 103,000 บาท จำเลยชำระค่าซ่อมให้โจทก์แล้ว 87,500 บาท ค้างชำระอีก 15,500 บาท ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ แต่โจทก์เรียกร้องเงินในส่วนนี้เพียง 15,000 บาท ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าซ่อมแม่พิมพ์ที่ค้างเป็นเงิน 15,500 บาท จึงเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจตามมาตรา 142(5)ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลัก บทความ