สัญญาข้อตกลง มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม
          วัตถุประสงค์ของสัญญา คือ สิทธิหรือประโยชน์ ที่ผู้ทำสัญญาทั้งสองฝ่ายต่างต้องการ วัตถุประสงค์ของสัญญา อาจจะเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกัน เช่น ซื้อขาย, การแลกเปลี่ยน, หรืออาจะเป็นผลประโยชน์อย่างอื่น เช่น การจ้างแรงงาน, ให้โดยเสน่หา, เป็นต้น ฉะนั้นแล้ว ในเรื่องของวัตถุประสงค์ของสัญญา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

          การทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย เมื่อทำสัญญาไปแล้ว ผลของสัญญา จะตกเป็นโมฆะ เช่น สัญญาว่าจ้างให้ผลิตยาเสพติด, ว่าจ้างให้ไปทำร้าย หรือไปฆ่าคนอื่น, สัญญายกทรัพย์สินให้ฝ่ายหญิงที่เป็นเมียน้อย, สัญญาเป็นตัวแทนซื้อที่ดินให้คนต่างด้าว, สัญญากู้ยืม คิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นต้น

          การทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์พ้นวิสัย เมื่อทำสัญญาไปแล้ว ผลของสัญญา จะตกเป็นโมฆะด้วยเช่นกัน

          การทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาที่ทำจะตกเป็นโมฆะด้วย เช่น สัญญาให้ถอนฟ้องในคดีอาญาแผ่นดิน, สัญญาออกเงินช่วยเหลือ เพื่อให้บุคคลเป็นคดีความกัน, สัญญาให้เงินตอบแทน กรณีช่วยหาหญิงมาเป็นเมียน้อย, เป็นต้น 

                                                    **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 150  การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2557
           ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ภายในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน...” เมื่อ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินพิพาทให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2536 การทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 จึงอยู่ในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 หรือแม้สัญญาซื้อขายนี้จะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมอบที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันตามที่ฝ่ายจำเลยนำสืบต่อสู้ ต่างก็เป็นนิติกรรมที่เป็นการจำหน่ายหรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง นิติกรรมนั้นจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจมีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวยังคงอยู่ในการจัดการดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลัก บทความ