การแสดงเจตนาลวง เพื่ออำพรางสัญญาเรื่องอื่น
          การแสดงเจตนาลวง คือ กรณีคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย รู้หรือตกลงร่วมกันทำสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา แต่จริง ๆ แล้ว สัญญาที่ได้ทำกันนั้น เป็นการเสแสร้งทำขึ้น เพื่อลวงให้คนอื่นเข้าใจไปว่า ได้มีการทำสัญญากันจริง ๆ เท่านั้น โดยที่ผู้ทำสัญญาทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ต้องการให้เกิดผลบังคับตามสัญญาแต่อย่างใด

          ผลของการทำสัญญาลวง ระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายที่ได้ทำสัญญาลวงนั้น สัญญาที่ทำขึ้นทั้งหมด จะตกเป็นโมฆะไป ไม่สามารถใช้บังคับระหว่างกันได้ เช่น ลูกหนี้ทำสัญญาขายที่ดินลวง โดยสมยอมกับคนซื้อ เพื่อที่จะไม่ให้เจ้าหนี้ของลูกหนี้มายึดที่ดินไป สัญญาซื้อขายที่ทำตกเป็นโมฆะ

          ผลของการทำสัญญาลวง กรณีหากมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยหากบุคคลภายนอกได้ทำอย่างสุจริต ไม่ได้รู้ถึงเรื่องของการทำสัญญาลวงนั้นด้วย และจะต้องได้รับความเสียหาย เพราะไปหลงเชื่อการแสดงเจตนาลวงนั้น กรณีนี้ บุคคลภายนอกก็จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยจะได้รับค่าชดใช้จากความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ 

          การทำสัญญาลวงโดยสมรู้กับคู่สัญญาอีกฝ่าย เพื่ออำพรางการทำสัญญาอย่างอื่น คือ ได้มีการแสดงเจตนาทำสัญญาซ้อนกันไว้สองสัญญา สัญญาแรกที่ทำสัญญากันไว้นั้น เป็นสัญญาลวงที่ถูกทำขึ้นหลอก ๆ โดยคู่สัญญาที่ทำ ไม่ได้ต้องการให้มีผลในทางกฎหมาย ส่วนสัญญาที่สอง เป็นสัญญาที่ถูกอำพรางหรือปกปิดซ้อนเอาไว้ กรณีแบบนี้กฎหมายให้บังคับไปตามสัญญา ที่คู่สัญญาต้องการทำจริง ๆ คือ ให้ใช้สัญญาที่ถูกอำพรางเอาไว้ มาใช้บังคับในระหว่างคู่สัญญา

                                                      **********
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 155  การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

          ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13219/2556
          เมื่อสัญญาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำกันในรูปสัญญาร่วมลงทุนเพื่ออำพรางนิติกรรม การกู้ยืมเงินต่อกัน สัญญาร่วมลงทุนจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง กรณีคงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องกู้ยืมเงินที่ถูกอำพราง และสัญญาร่วมลงทุนที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์เป็นหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินได้หรือไม่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า “ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวน จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้” คำว่าตราสารดังกล่าวหมายความถึงหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่คู่สัญญาเจตนาแสดงออกว่าเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกัน ไม่ได้หมายรวมไปถึงหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินที่ถูกอำพรางไว้ในรูปสัญญาอื่น เพราะคู่สัญญาไม่ได้ต้องการที่จะแสดงออกอย่างเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกัน หนังสือสัญญาในลักษณะเช่นนี้ จึงไม่ได้เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามความหมายของคำว่าตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 คงเป็นได้เพียงหลักฐานเป็นหนังสือแสดงการกู้ยืมเงินเท่านั้น เมื่อสัญญาร่วมลงทุนนี้มีเนื้อความครบถ้วนว่าจำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์ไป แบ่งจ่ายแต่ละครั้งเมื่อใด และจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เมื่อใด โดยมีการลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ไว้ หนังสือสัญญาร่วมลงทุนจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ แม้สัญญาร่วมทุนจะตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อถือว่าสัญญาร่วมทุนดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลัก บทความ