ทำสัญญา เพราะถูกกลฉ้อฉล
          "กลฉ้อฉล"  คือ การใช้กลอุบาย หลอกลวงให้คนหนึ่งคนใดเข้าใจผิด กลฉ้อฉลอาจเป็นเรื่องของการใช้คำพูด, การเขียนข้อความเป็นหนังสือ, หรือการแสดงออกโดยการนิ่งเฉย เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดก็ได้ เช่น การใช้อุบายหลอกลวงคู่สัญญาอีกฝ่าย ด้วยวิธีพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจไปในทางที่ผิดต่อความจริง, หรือเขียนหนังสือชี้แจงด้วยข้อความเท็จ เป็นต้น

          การทำสัญญา เนื่องจากถูกกลฉ้อฉลนั้น ผลของสัญญาที่ทำ จะตกเป็นโมฆียะ ซึ่งสัญญาที่ถูกกลฉ้อฉล ที่จะตกเป็นโมฆียะได้นั้น จะต้องถึงขนาดที่ว่า หากไม่ถูกกลฉ้อฉลหรือถูกหลอกแล้ว จะไม่มีการทำสัญญาขึ้นมาอย่างแน่นอน เช่น ก. นำสร้อยชุบทอง ไปขายให้กับ ข. โดยบอก ข. ว่าเป็นสร้อยทองแท้ ข. เชื่อจึงได้ซื้อสร้อยทองจาก ก. กรณีนี้ หาก ข. ทราบว่าเป็นสร้อยทองเก๊ ข. ก็คงไม่ซื้ออย่างแน่นอน ซึ่งสัญญาซื้อขายระหว่าง ก. กับ ข. นี้ตกเป็นโมฆียะ ซึ่ง ข. สามารถบอกยกเลิกสัญญาได้
          กรณีถูกบุคคลภาย มาใช้กลฉ้อฉล หรือเข้ามาหลอกลวง ทำให้มีการทำสัญญากันขึ้น สัญญาที่ทำกันนั้น จะเป็นโมฆียะ ต่อเมื่อคู่สัญญาอีกฝ่าย ได้รู้ถึงเรื่องที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาใช้กลฉ้อฉล หรือหลอกลวงนั้น หากคู่สัญญาอีกฝ่ายไม่รู้เรื่องการถูกหลอกลวงเลย กรณีนี้สัญญาก็สมบูรณ์  
                                                  **********
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 159  การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
          การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
          ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1063/2549
          จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินไว้กับจำเลยที่ 2 นิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วยกับการกระทำของจำเลยที่ 1 นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นโมฆียะ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างได้ตามมาตรา 175 และการที่โจทก์ฟ้องคดีถือได้ว่าเป็นการบอกล้างแล้ว นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 176

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6396/2545
          โจทก์ทั้งสองทำนิติกรรมขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ย่อมถือว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้วนิติกรรมการซื้อขายที่ดินจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาจากโจทก์ทั้งสองด้วยวิธีการไม่ถูกต้องชอบธรรม จึงเป็นการได้ที่ดินมาโดยไม่สุจริตการบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ทั้งสองย่อมยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลัก บทความ