กลฉ้อฉล ทำให้ต้องรับข้อตกลงในสัญญาหนักกว่าปกติ
          กรณีที่คู่สัญญา ตั้งใจที่จะทำสัญญาอยู่แล้ว แต่มีการทำกลฉ้อฉลบางอย่างขึ้นมา เพื่อจูงใจให้อีกฝ่าย ยอมรับข้อกำหนด, หรือข้อตกลงในสัญญา, ในทางที่ต้องเสียเปรียบ เป็นภาระที่หนักยิ่งกว่าที่เขาจะยอมรับโดยปกติ ซึ่งหากไม่มีกลฉ้อฉลดังกล่าว คู่สัญญาฝ่ายนั้นก็คงไม่ยอมรับข้อตกลงหรือข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวมาอย่างแน่นอน ผลของสัญญาที่ถูกกลฉ้อฉลเช่นนี้ ไม่ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ หรือตกเป็นโมฆียะ แต่อย่างใด  แต่ว่าคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกกลฉ้อฉล ก็มีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมา จากอีกฝ่ายหนึ่งได้

                                                   **********
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 161  ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5246/2543
          จำเลยให้คำรับรองว่าที่ดินพิพาทที่จะขายให้แก่โจทก์ติดกับทางสาธารณะ แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทไม่ติดทางสาธารณะตามที่จำเลยให้คำรับรอง เมื่อโจทก์มีเจตนาซื้อที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ และได้ซื้อ ที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่แพงกว่าปกติของที่ดินในบริเวณเดียวกับที่ไม่ติดทางสาธารณะ ถือว่าจำเลยขายที่ดินแก่โจทก์โดยทำกลฉ้อฉล เป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระราคาสูงขึ้นกว่าราคาซื้อขายปกติ แต่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพราะติดกับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ด้วย จึงเป็นกลฉ้อฉลแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่เขาจะยอมรับโดยปกติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลัก บทความ