การนิ่ง ไม่แจ้งข้อความจริง เป็นกลฉ้อฉล
          ในการทำสัญญาสองฝ่าย การที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่ง ไม่ยอมแจ้งข้อเท็จจริง หรือไม่ยอมแจ้งคุณสมบัติบางอย่างของทรัพย์สินในสัญญา ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ การนิ่งนั้น จะเป็นกลฉ้อฉลขึ้นมาได้ หากข้อเท็จจริงนั้น คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบ ก็จะไม่เข้าทำสัญญาขึ้นมาอย่างแน่นอน เมื่อการนิ่งนั้น เป็นกลฉ้อฉลตามกฎหมายแล้ว สัญญาที่ทำขึ้นก็จะตกเป็นโมฆียะ คู่สัญญาอีกฝ่ายสามารถบอกยกเลิกสัญญาได้

                                                   **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 162  ในนิติกรรมสองฝ่าย การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้ การนั้นจะเป็นกลฉ้อฉล หากพิสูจน์ได้ว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6188/2540
          จำเลยทราบดีว่าที่ดินที่จำเลยเสนอขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ระบุว่าที่ดินมีเนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา ความจริงที่ดินมีเนื้อที่เพียง 4 ไร่ 3 งาน72 ตารางวา เท่านั้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้กลฉ้อฉลลวงโจทก์ให้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยเพื่อนำไปขายต่อให้บุคคลอื่นดังนี้ จำนวนเนื้อที่ของที่ดินย่อมเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญา การที่จำเลยทราบจำนวนเนื้อที่ดินในขณะทำสัญญาว่าขาดจำนวนไปกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญา แต่กลับนิ่งเฉยเสีย ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ กรณีถือได้ว่าเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าวสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยคงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินมัดจำได้
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลัก บทความ