โมฆะกรรม คืออะไร
          โมฆะกรรม คือ การกระทำ หรือการแสดงเจตนา ที่เสียเปล่า ไม่มีผลในทากฎหมาย เสมือนว่าไม่ได้ทำอะไรขึ้นมาเลย เช่น ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ในระหว่างเวลาห้ามโอน 10 ปี สัญญาที่ทำ ตกเป็นโมฆะ

          เมื่อสัญญาใด เป็นโมฆะ ผู้มีส่วนได้เสีย สามารถที่จะยกเอาความเป็นโมฆะ ขึ้นมาอ้างหรือต่อสู้คดีได้ และกรณีขณะเมื่อได้ทำสัญญากัน ได้มีการโอนส่งมอบทรัพย์สินให้แก่คู่สัญญาไปแล้ว หรือได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยได้ทำ หรือยอมให้อีกฝ่ายใช้ทรัพย์ไปแล้ว ภายหลังเกิดสัญญาเป็นโมฆะ จะต้องมีการคืนทรัพย์สินกัน กรณีนี้กฎหมายให้นำเรื่องของลาภมิควรได้มาใช้บังคับ

          กรณีหากสัญญาเป็นโมฆะบางส่วน กฎหมายให้ถือว่า สัญญาตกเป็นโมฆะทั้งหมด เว้นแต่จะมีข้อสันนิษฐาน หรือมีข้อเท็จจริงว่า ผู้ทำสัญญาทั้งสองฝ่าย ได้เจตนาตั้งใจให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะ แยกออกมาจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ กรณีนี้ก็ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ทำสัญญา

          กรณีสัญญาที่เป็นโมฆะ แต่เข้าลักษณะสัญญาอย่างอื่น ที่ไม่เป็นโมฆะ กฎหมายให้ถือตามสัญญาที่ไม่เป็นโมฆะ หากมีข้อสันนิษฐาน หรือข้อเท็จจริงว่า หากผู้ทำสัญญารู้ว่า สัญญาที่ทำนั้น เป็นโมฆะ ก็คงจะตั้งใจมาตั้งแต่แรกที่จะสัญญาอย่างอื่น ที่ไม่เป็นโมฆะนั้น

                                                    **********

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้

          ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ

          มาตรา 173 ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า คู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้

          มาตรา 174 การใดเป็นโมฆะแต่เข้าลักษณะเป็นนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้ถือตามนิติกรรมซึ่งไม่เป็นโมฆะ ถ้าสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า หากคู่กรณีได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะแล้ว ก็คงจะได้ตั้งใจมาตั้งแต่แรกที่จะทำนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะนั้น

ตัวอย่างคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1365/2554
          โจทก์และจำเลยทราบดีว่าที่ดินมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 31 แห่ง ป.ที่ดิน แต่ก็ซื้อขายกันโดยหลีกเลี่ยงข้อกำหนดดังกล่าว โดยวิธีทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย อันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ทั้งยังจดทะเบียนการเช่าให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้จะซื้อเป็นการอำพราง และทำพินัยกรรมไว้ว่าเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายให้ที่ดินของโจทก์ตกเป็นของจำเลย ซึ่งนิติกรรมดังกล่าวล้วนเป็นโมฆะมาแต่ต้น มิใช่กรณีที่เป็นโมฆียะแล้วมาถูกบอกล้างในภายหลัง อันที่จะทำให้คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เงินค่าที่ดินบางส่วนที่จำเลยชำระไปจึงเป็นการกระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิจะได้รับเงินดังกล่าวคืนจากโจทก์
กลับหน้าแรก
กลับหน้าหลัก บทความ